2007/Jun/17

ช่วงนี้ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ไม่มีเวลาไปเม้นท์ให้ใคร เพราะขนาดบลอคตัวเองก็ยังไม่มีเวลาอัพเลยครับ^^ ตอนนี้เปิดเทอมแล้วอย่างเป็นทางการทำให้งานถาโถมเข้ามาใส่อย่างไม่ยั้ง ความเป็นจริงแล้วเค้าบอกกันอย่าพยายาม "ท้าทายชะตาชีวิต"ซึ่งในเอ็นทรี่ที่แล้วผมก็ดันเขียนประมาณว่า "ปีนี้เรียน3วันเองสบายชัวร์ เวลาว่างตรึม" เป็นอย่างไรหละครับ ไอวันหยุดที่เหลือ 4วันเนี่ยต้องมานั่งเคลียร์งานให้ตายกันไปข้างนึง....ชิ แต่ไม่ต้องห่วงนะครับถึงจะเม้นท์ช้าไปหน่อยแต่ผมก็จะหาเวลาว่างเข้าไปนะ

อ่านถึงตรงนี้แล้วผมก็ยังไม่ยอมเข้าเรื่องที่จะเขียนอยู่ดี...อิอิ เพราะวันนี้มีของมาฝากกันอีกนิดสำหรับแฟนๆ Harry Potter ไปชมกันเลยครับ

ตัวแรกนี้เป็นหุ่น12นิ้ว น้องเฮอร์ไมโอนี่น้อยๆๆของผม

น้องRonตัวนี้ หน้าตาดูเหมือนฆาตกรโรคจิตไปหน่อยเนอะ

คุณลุงHagrid ตัวนี้ดูธรรมดาไปหน่อย แต่ยอมรับว่าทำน้องหมาออกมาได้เหมือนจริงดี

พระเอกหนุ่มของเรื่องหน้าดูอ่อนใสดีครับ

***งาน12นิ้ว ราคาตัวละประมาณเกือบๆ 2,000 บาท***

หลังจากจบสเกลหุ่น12นิ้วไปแล้ว มาต่อกันอีกนิดกับงาน Soft ขนาด6นิ้วกันหน่อยมีทั้งหมด5ตัว กับอีก1Box set

เนื่องจากจัดท่าได้น้อยทำให้ลดปัญหาเรื่องรอยต่อไปได้ ดูเนี้ยบสมจริงครับ สังเกตที่ข้อมือและบริเวณคอ ส่วนหน้าตาอันมุ่งมั้นมีแผลนิดหน่อยก็ได้อารมณ์ดีครับ(อย่าคิดลึกนะ) ตัวนี้มีลูกเล่นพิเศษอยู่อย่างหนึ่งครับเดี๋ยวไว้ไปดูกันตอนท้ายเลย

ตัวนี้ชื่อว่า Dementor ถ้าดูจากของจริงแล้วจะมีแกนซ่อนอยุ่ข้างหลังดูแล้วเหมือนลอยบนอากาศได้จริงครับ

ตัว Death Eater นี้ได้ทำออกมา2เวอร์ชัน สังเกตที่ส่วนหัวและ อาวุธที่มือครับ

Lord Voldemort การพลิ้วไหวของเสื้อสวยได้ใจมากครับ

**ตัวนี้ก็มีลูกเล่น**

ลูกเล่นอของมันก็คือการให้เราเสียเงินเพิ่มโดยการซื้อฉากตรงกลางมาแล้วก็จับ พี่lord และน้อง แฮร์ ของเรานั้นมายืนร่ายคถาใส่กันอย่างเมามัน

ปัญหาคือเจ้าฉากส่วนกลางนั้นมีขนาดใหญ่มาก ซึ่งก็ทำให้ราคาดีดสูงไปด้วย โดยเจ้าฉากรวมกับตัวละคร2ตัวนี้สนนราคาที่ ประมาณ4,000 บาท

เห้อ....หลายคนอาจเซ็งเมื่อไรมันจะเข้าเรื่องได้ซะทีวะงั้นก็เข้าเรื่องกันเลยครับ เฮนชินนนนนนนนนนนนนน ^_^"

วันนี้เราจะมาว่ากันถึงเรื่องน้ำใจนะครับ เมื่อประมาณอาทิตย์ที่ผ่านมาหลายคนคงพอจะทราบเรื่องที่มีคนขับรถแทกซี่ น้ำใจงามท่านหนึ่งเก็บเชคที่มีมูลค่าประมาณ140ล้านบาทได้ แล้วติดต่อเพื่อส่งคืนเจ้าของ

โดยเจ้าของนั้นเป็นคนสัญชาติญี่ปุ่นนั้นก็ดีอกดีใจเป็นอย่างมากและ กล่าวขอบคุณอีกหลายครั้งสำหรับน้ำใจในครั้งนี้ พร้อมทั้งให้เงินรางวัลสำหรับความดีครั้งนี้เป็นเงิน3,000 บาทถ้วน สำหรับผมนั้นถือว่าเรื่องนี้จบได้ดีครับ เพราะว่าทุกฝ่ายนั้นก็มีแต่ได้ไม่มีใครเสียผลประโยชน์ คนญี่ปุ่นได้เชคคืน คนขับแทกซี่ก็ได้เงินสดเป็นรางวัลในความดี

แต่แล้วเรื่องมันก็ไม่ได้จบลงเพียงเท่านั้น หลังจากที่ข่าวออกมาก็มีหลายกระแสทั้งพอใจ ไม่พอใจ ฝ่ายพอใจผมก็คงไม่ขอพูด มาพูดอีกฝ่ายดีกว่า เค้าบอกกันว่าที่ไม่พอใจ เพราะ เงินที่ได้เป็นรางวัลสำหรับคนขับแทกซี่นั้นน้อยเกินไป เมื่อไปเปรียบเทียบกับเงินที่เจ้าของต้องสูญหาย ดูมีเหตุผลมั้ยครับ? แล้วข่าวก็ประโคมกันยกใหญ่อยู่ช่วงนึงเกี่ยวกับจำนวนของเงินรางวัล..

ผมก็เลยลองคิดเล่นๆว่า ก็อย่าเอาเงิน3,000 บาทไปเปรียบเทียบกับเงินที่หายเดะวะ ถ้าไม่เปรียบเทียบเนี้ย เงินจำนวนนี้สามารถทำอะไรได้อีกเยอะนะแถมเป็นเงินที่ไม่น้อยแล้วด้วย อีกอย่างเนี้ยคำว่าน้ำใจ ถ้าแปลแบบบ้านๆก็คือ การที่ทำอะไรก็ตามที่เป็นประโยชน์โดยไม่ได้หวังผลตอบแทนคืนมา

ฉะนั้นถ้าคนญี่ปุ่นจะไม่ให้รางวัลเลยก็ได้หรือจะให้มากน้อย นั้นเป็นสิทธิ์ของเค้า ซึ่งก็คงไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่สังคมอาจจะมองเค้ากลับไปว่าเป็นคนแล้งน้ำใจ.. ตรงนี้ผมจะสื่อว่าทำไมเดี๋ยวนี้ถึงมีคนไม่น้อยที่คิดอย่างนี้ จะต้องให้คนญี่ปุ่นจ่ายเงินเท่าไรถึงจะได้รับคำชม น้ำใจวัดกันที่ตัวเงินหรอ อันนี้ผมไม่รู้นะครับว่าคนญี่ปุ่นเค้ารู้รึป่าวว่ามีการด่าเค้าอยู่ แต่ถ้ารู้ผมรับรองเลยว่า จะเสียใจเป็นอย่างมากแล้วถ้านั่งทาแมชชีนส์ย้อนเวลาได้ บางทีอาจจะคิดว่า รู้อย่างนี้อย่าไปให้มันเลยดีกว่า กรรมก็จะตกอยู่ที่คนขับแทกซี่ที่เค้าไม่ได้แม้แต่จะคิดว่าเงินก้อนนี้มันน้อยเกินไป แต่สังคมเป็นคนตอบให้แทนไปหมดแล้ว

หลังจากที่พูดถึงน้ำใจกับเรื่องเงินทองจบไป ก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ "ซึนามิ" ที่มาถล่มภาคใต้ของบ้านเรา เหตุการณ์ครั้งนี้ต้องถือว่าเป็นที่สุดแห่งการสูญเสีย และที่สุดของน้ำใจจริงๆๆครับ พอเหตุการณ์ต่างๆเริ่มสงบลงบ้างก็มีการรับบริจาคผ่านตัวแทนต่างๆ ซึ่งก็มีทั้งคนรวย คนจน คนมีชื่อเสียงร่วมด้วยช่วยกันอีกมากมาย แต่การที่เป็นคนของสังคมบางครั้งการบริจาคในครั้งนี้ย่อมหมายถึง เกียรติยศและหน้าตาของตัวเอง เพราะอะไร?

หลังจากที่คนพวกนี้บริจาคแล้วก็ต้องมีนักข่าว ไปถามว่าทำไปเท่าไร แล้วก็ข้อคิดเห็นอีกมากมาย คนที่ทำเยอะได้หน้าไป ทำน้อยสังคมด่าซ้ำอีก หาว่ารายได้ก็เยอะแต่ทำไมบริจากแค่นี้วะ จนแล้วจนรอด ก็มีการสัมภาษณ์ถึงนักกีฬาที่มีแฟนสวยที่สุดในโลกอย่าง พี่บอล ภราดร ที่ผมจะเอามาพูดถึงในครั้งนี้ ครั้งนั้นพี่บอลของเราบริจาคเป็นเงิน 10,000บาท คนที่อ่านอยู่อาจจะคิดละ ว่าทำไมน้อยจัง หลังจากนักข่าวได้ข้อมูลไปปั๊ปของเขียนประโคมหน้า1ทันทีรวมทั้งไปเอาข้อมูลรายได้ภายในปีนั้นของภราดรมาเปรียบเทียบกับเงินซะ แล้วก็ด่าแหลกเลย รวมถึงการเอานักกีฬาคนอื่นๆมาเปรียบอีกว่ารายได้น้อยกว่า แต่ให้เยอะกว่ากดดันกันอย่างเต็มที

ถึงกับที่เจ้าตัวต้องออกมาแถลงข่าวว่าที่บริจาคผ่านสื่ออะ 10,000 บาท แต่ที่กำลังจะบริจาคเพิ่มโดยไม่บอกใครอีกเป็นล้าน นักข่าวและสังคมถึงยอมเลิกกัด

เรามาลองมองดูนะครับ ความจริงแล้วถ้าเค้าจะทำหนึ่งหมื่น จากใจจริงแล้วก็เป็นความตั้งใจ กับอันหลังที่โดนกดดันจนทนไม่ไหว ต้องออกมาแก้ข่าวแล้วทำเพิ่มไป ดูตามหลักแล้วอันไหนเอ่ยเป็นน้ำใจที่แท้จริงและจะได้บุญกว่ากัน (จริงๆแล้วผมไม่อยากเอาคำว่าได้บุญมาพูดนะ แต่เพื่อความเข้าใจง่ายขึ้น จึงขออนุญาตนะครับ เพราะในตัวผมเองเชื่อว่าทุกครั้งที่ทำบุญไม่ควรหวังจะได้บุญคืนมา ช่วยเพื่ออยากเห็นสิ่งๆดีตรงหน้าไม่ได้ช่วยเพื่อหวังให้ตัวเองมีแต่โชคลาภในชาตินี้และชาติหน้า ถ้าทำเพื่อหวังผลอย่าไปทำเพราะมันไม่ใช่น้ำใจแล้ว)

ผมอยากให้คนมามองถึงแก่นใจที่แท้จริงครับ ว่าที่ทุกวันนี้เราดูคนกันด้วยตัวเงินหรือน้ำใจต้องแยกให้ถูกครับเราใช้เงินเพื่อต้องการให้คนอื่นมองตัวเราเป็นคนดี หรือต้องการใช้เงินเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ของเรามีชีวิตที่ดีมันต่างกันนะครับ

อย่าให้เงินมันมาทำเราเปลี่ยนไป เพราะเมื่อเงินหมด

คนรอบข้างจะมองเราเปลี่ยนแปลง

สำหรับผม แค่คนที่คิดจะช่วยจากใจจริงโดยไม่มีอะไรให้ก็ตามเค้าก็คือคนที่สังคมต้องการที่สุดในตอนนี้แล้วครับ

ปล.ช่วงนี้อาจจะมีอัพช้าไปบ้างต้องขออภัยนะครับ เนื่องจากงานเยอะจริงๆ

ปล. น้อง ญ อย่ามัวแต่โหมงานมากไปหละถึงจะเรียน3วันแต่งานอย่างกะเรียนมัน 7 วัน วัยชราเซ็งเลย

ปล.เฮียดูนะเอ็นทรี่นี้อะ ทำลายสถิติทุกความคาดหมาย555+

ปล.ขอบคุณสำหรับทุกเม้นท์นะครับ แล้วว่างเมื่อไรจะไปเดินสายเยี่ยมนะครับ





edit @ 2007/06/17 15:27:08
edit @ 2007/06/17 20:39:06